การสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงสำหรับประเทศไทย |
|||||
|
จุฬาฯเปิดผลผลวิจัย ระบุกรุงเทพฯเสี่ยงจมใต้บาดาลอีก 20 ปีข้างหน้า จากแผ่นดินปีละละ 10-15 ซม. เผยชายฝั่งเผชิญกับน้ำทะเลกระหน่ำ โดนซัดหายไปแล้ว 300 กม. อ่าวไทยรูปตัวก.พังไปกว่า 60%
|
|||||
บทสรุป : วิกฤติทะเลสีคราม
1
ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทยนั้น นอกจากจะมีความอุดมสมบูรณ์แล้วยังมีความสวยงามไม่
เหมือนใครอีกด้วย พื้นที่ชายฝั่งของไทยทั้งสองบริเวณ ได้แก่ บริเวณอ่าวไทยทางทิศใต้
และฝั่งทะเลอันดามันในทิศตะวันตกเฉียงใต้ต่างมีทรัพยากรธรรมชาติที่มีลักษณะโดดเด่นน่าประทับใจ ไม่ว่าจะ
เป็น ป่าชายเลน แนวปะการัง ชายหาด และพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งล้วนแต่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ
ของประเทศไทย ทั้งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การประมง การค้า ตลอดจนการดำรงชีวิตของคนในท้องถิ่น
นอกจากนี้ทรัพยากรเหล่านี้ยังมีส่วนช่วยในเรื่องของการปรับปรุงคุณภาพน้ำ การรักษาเสถียรภาพของแนว
ชายหาด อีกทั้งยังเป็นแหล่งอาหารและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ซึ่งรวมถึงปลาชนิดต่าง ๆ
ที่มีความสำคัญในเชิงพาณิชย์ด้วย
อย่างไรก็ดี การขยายตัวของเมืองและการเติบโตของอุตสาหกรรมตามชายฝั่งทะเลในหลายทศวรรษที่ผ่านมา
ก็เป็นสาเหตุให้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของไทยได้ถูกคุกคาม เนื่องจากการที่จำนวนประชากรซึ่ง
อาศัยอยู่ในจังหวัดชายฝั่งทะเลนั้นเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ เชน่ การทอ่ งเที่ยว
การขนส่งทางทะเล การประมงน้ำเค็ม และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน ผลที่ตามมาคือ
ความสูญเสียหรือความเสื่อมโทรม ของทรัพยากรที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยเฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งทะเลซึ่งถูกคุกคามอย่างมาก แม้ว่าพื้นที่ชุ่มน้ำบางแห่งจะได้รับการคุ้มครองโดย
การประกาศให้เป็นพื้นที่ชุ่มนํ้าที่มีความสำคัญ ระหว่างประเทศ ตามอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ (RAMSAR)
แล้วก็ตาม แต่พื้นที่ชุ่มน้ำเหล่านี้ก็ยังคงได้รับผลกระทบจากการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง การเกษตรกรรม
และการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจในรอบหลายปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดการ
สูญเสียพื้นที่ป่าชายเลนซึ่งจัดเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ประเภทหนึ่งไปเป็นจำนวนมาก แม้จนทุกวันนี้ภาวะการ
ถูกคุกคามดังกล่าว ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม พบว่าตัวเลขแสดงพื้นที่ป่าชายเลนกำลังเพิ่มมากขึ้น
อันเป็นผลจากความพยายามในการปลูกป่าทดแทน แต่ทว่าคุณค่าทางนิเวศวิทยาของป่าที่ปลูกขึ้นมาทดแทน
ในด้านความหลากหลายทางชีวภาพนั้น ยังไม่เป็นที่ปรากฎแน่ชัด
นอกจากนี้ยังพบว่าแนวปะการังก็ตกอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงเช่นกัน
จากผลการประเมินสถานสภาพของแนวปะการัง เมื่อไม่นานมานี้ พบว่า ปะการังที่ขึ้นอยู่ตามแนวชายฝั่ง
ทะเลอันดามันมากกว่าร้อยละ 80 และปะการังที่ขึ้นอยู่ตามแนว ชายฝั่งอ่าวไทย มากกว่าร้อยละ 50
อยู่ในสภาพ “ปานกลาง” ถึง “เสื่อมโทรมมาก” และมีแนวโน้มที่จะเสื่อมโทรมลงอย่างต่อเนื่องสำหรับแหล่งหญ้าทะเล ในภาพรวมแล้วยังคงมีความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ในส่วนของสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น
ฉลามวาฬ และพะยูนยังคงพบเห็นได้อยู่ แต่ในทางกลับกันพบว่า แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้มีการดำเนิน
โครงการอนุรักษ์เต่าทะเล แต่จำนวนเต่าทะเลที่ขึ้นมาวางไข่นั้น กลับลดลงอย่างต่อเนื่อง
แหล่งปลาสำรองก็ได้รับภัยคุกคามเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าทรัพยากรประมงของไทยมีความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์สืบเนื่องมาเป็นเวลา
ยาวนาน และยังมีบทบาทสำคัญต่อมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากในปี
2546 ผลผลิตทางการประมงของประเทศไทย คิดเป็นร้อยละ 3 ของปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ทั่วโลก โดยเฉพาะในบริเวณอ่าวไทยซึ่งจัดว่าเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด โดยร้อยละ 70 ของผลผลิตที่ได้จากการประมงน้ำเค็มทั้งหมดมาจากอ่าวไทย ในขณะที่อีกร้อยละ 30 มาจากทะเลอันดามัน
บทสรุป : วิกฤติทะเลสีคราม
2
ปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ทั้งหมดมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ชาวประมงต้องใช้เวลานานขึ้นในการจับปลา
เพื่อให้ได้ปริมาณมากเท่ากับที่เคยจับได้ในอดีต นอกจากนี้ปริมาณ “ปลาเป็ด” ซึ่งเป็นปลาที่ไม่มีความสำคัญในเชิงพาณิชย์ รวมถึงปลาที่ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ที่จับได้ในแต่ละครั้งก็มีปริมาณมากขึ้นด้วย ทั้งนี้
ความร่อยหรอของทรัพยากรประมง ประกอบกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ยิ่งเป็นแรงกดดันที่กระตุ้นให้เกิด
ข้อพิพาทระหว่างชาวประมงพื้นบ้านรายย่อย และผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์ แม้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ได้แผ่ขยายไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ รวมถึงพื้นที่ตามแนวชายฝั่ง แต่กลุ่มคนยากจนที่อาศัยอยู่ตามชุมชน
ชายฝั่งก็ยังคงมีให้เห็นอยู่เป็นจำนวนมาก
ในขณะที่ความสำคัญของอุตสาหกรรมประมงไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่องนั้น การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
โดยเฉพาะการฟาร์มเลี้ยงกุ้งก็ได้เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยผลผลิตที่ได้จากฟาร์มเลี้ยง
กุ้งได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 26 จากผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งหมด ในปี 2527 เป็นร้อยละ 47 ในปี
2546 ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลออกนโยบายจำกัดพื้นที่สำหรับการทำฟาร์มเลี้ยงกุ้งทั่วประเทศไว้ที่ 500,000 ไร่
(80,000 เฮกแตร์) ผลผลิตที่ได้จากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนั้นมีมูลค่าอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากในปี 2546
ปริมาณผลผลิตที่ได้จากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคิดเป็น 1 ใน 4 เมื่อเทียบกับผลผลิตทั้งหมดที่ได้จากการทำประมง แต่มูลค่าของผลผลิตที่ได้จากทั้ง 2 แหล่งนั้นเกือบจะใกล้เคียงกันทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญอีกประเภทหนึ่งที่พบในจังหวัดชายฝั่งทะเล ได้แก่ น้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน
เนื่องจากปริมาณน้ำจืดที่มีอยู่อย่างจำกัด ประกอบกับการนำน้ำใต้ดินมาใช้ประโยชน์มากเกินไป
เป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งที่ทำให้เกิดการยุบตัวของแผ่นดิน นอกจากนี้มลภาวะที่เกิดขึ้นในทะเล
รวมถึงน้ำท่าจากแผ่นดิน ก็มีผลทำให้คุณภาพน้ำทะเลเสื่อมโทรมลงอย่างมากในหลายพื้นที่ รวมถึง
การเกิดน้ำทะเลเปลี่ยนสี ซึ่งมีสาเหตุจากการที่สาหร่ายเจริญเติบโตมากเกินไปจนก่อให้เกิดมลภาวะ ได้
กลายเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในขณะเดียวกัน พบว่า การขยายตัวของการขนส่งทางทะเล
ได้ก่อให้เกิดปัญหาหลายประการตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุบัติเหตุ การรั่วไหลของน้ำมันลงสู่ทะเล
และการเข้ามาของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน เป็นต้น
ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ได้กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีความท้าทายในลำดับต้น ๆ ของประเทศ
แนวชายฝั่งในหลายพื้นที่ กำลังเผชิญกับการกัดเซาะในอัตราที่มากกว่า 1-5 เมตรต่อปี ซึ่งหากคิดเป็นอัตราการสูญเสียพื้นดินโดยรวมแล้ว จะอยู่ที่ 2 ตารางกิโลเมตรต่อปี คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 6,000 ล้านบาทหรือประมาณ
150 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะมักจะลงทุนด้านสิ่งก่อสร้างเป็นหลักโดยไม่ได้คำนึงถึงมูลค่าของการสูญเสียพื้นที่ดิน การเสียโอกาสในเรื่องของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดินนั้น ๆ
ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชน ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้มีมูลค่าสูงกว่าเงินลงทุนหลายเท่านัก
ประการสุดท้าย เรื่องของภัยธรรมชาติ
และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
โดยพบว่าความถี่ของการเกิดภัยธรรมชาตินั้นมีบ่อยครั้งขึ้น และก่อให้เกิดความเสียหาย
ที่รุนแรงต่อทรัพยากรชายฝั่ง
บทสรุป : วิกฤติทะเลสีคราม
3
การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ มีผลทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะไหลบ่าท่วมพื้นที่ชายฝั่ง
และส่งผลกระทบเชิงลบต่อการดำรงชีวิตของชุมชนรวมถึงมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ โดยเฉพาะ
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ราบและพื้นที่ที่น้ำทะเลท่วมถึงในบริเวณอ่าวไทย
ซึ่งรวมถึงกรุงเทพมหานคร เป็นบริเวณที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบในระดับสูง
นอกจากผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างไม่ยั่งยืนเป็นประเด็น
ที่ควรได้รับการพิจารณาแล้ว ความสูญเสียและ ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและแหล่งที่อยู่
ก็เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น การสูญเสีย
พื้นที่ป่าชายเลนหรือแหล่งหญ้าทะเล นับเป็นการสูญเสียแนวป้องกันชายฝั่งตามธรรมชาติ
อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มผลกระทบ และมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากภัยธรรมชาติอีกด้วย
เฉพาะมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจของป่าชายเลนเพียงอย่างเดียว ถูกประเมินตัวเลขไว้ที่ประมาณ หนึ่ง
หมื่นสองพันล้านบาทหรือ 300 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี นอกจากนี้พื้นที่ประมาณ 57 ตารางกิโลเมตร
(หรือร้อยละ 37 ของพื้นที่แนวปะการังทั้งหมด) จัดเป็นบริเวณที่มีปะการัง อยู่ในระดับเสื่อมโทรมถึงเสื่อมโทรมมาก โดยมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเสื่อมโทรมของแนวปะการังในแต่ละปีนั้น
อยู่ที่ประมาณ 340 ล้านบาท หรือ 8.5 ล้านเหรียญสหรัฐ และแม้ว่าจะยังไม่รวมมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการประมงที่เกินศักยภาพก็ตาม
มูลค่าความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั้งหมด อันเป็นผลพวงจากการพัฒนาที่ขาดความสมดุลนั้น
ก็มีมูลค่าสูงถึงสองหมื่นล้านบาท หรือ 500 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งหากคิดเป็นตัวเลขแล้วจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6 ของผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์ทั้งหมดที่จะได้จากการประมงชายฝั่งและการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม อันเป็นผลมา
จากการประกอบกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย หรือกิจกรรมที่ยังไม่มีการออกกฎหมายมาควบคุมอีกด้วย
สำหรับในประเทศไทยนั้น ยังไม่เคยมีการประเมินมูลค่าความเสียหายดังกล่าวออกมาเป็นตัวเงิน
แต่จากข้อมูลที่มีการบันทึกไว้ พบว่าการกระทำการที่ฝ่าฝืนกฎหมายที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งในด้านป่าไม้ ประมง
และสัตว์ป่า มีผลทำให้เศรษฐกิจโลกเสียหายไปมากกว่าสามหมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปีทีเดียว
การที่สภาพแวดล้อมถูกคุกคามเพิ่มขึ้นจากการพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การประมง
และการขนส่งทางทะเลนั้น มีสาเหตุมาจากการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจและประชากรตามชายฝั่ง
ทะเล ในขณะที่พัฒนาการเหล่านี้นำผลตอบแทนในระยะสั้นมาให้แก่ประชาชนชาวไทย ทางภาครัฐก็จำเป็นที่
จะต้องคำนึงถึงการบริหารทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาวและในแบบที่ยั่งยืนเพื่อปกป้องทรัพยากรตามชายฝั่ง
ทะเลเหล่านี้ให้เป็นมรดกของอนุชนรุ่นหลังสืบไป
ถึงแม้ว่ารัฐบาลไทยจะได้มีการออกกฎระเบียบและนโยบายต่างๆ ทั้งในระดับภาคและระดับประเทศ
เพื่อการคุ้มครองและอนุรักษ์ทรัพยากรมาแล้วก็ตาม แต่การนำไปใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัตินั้น
ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทั้งนี้เนื่องจากกฎหมายที่มีอยู่มีความซ้ำซ้อนกันและยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้
ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ ยังขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
รวมถึงข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณและบุคลากร ดังนั้นแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรตามชายฝั่ง
ทะเลของภาครัฐนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อต่อกรกับสถานการณ์
ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนับวันจะมีแต่จะขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ
บทสรุป : วิกฤติทะเลสีคราม
4
ทั้งนี้นโยบายระดับภาคและระดับประเทศ ระเบียบข้อบังคับ แผนงาน และกิจกรรมต่าง ๆ ควรต้องมีความสอด
ประสานกันภายใต้การนำขององค์กรที่เป็นหน่วยงานหลักเพียงหนึ่งเดียว
ขณะเดียวกันชุมชนท้องถิ่นควรได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการวางแผน การบริหารจัดการทรัพยากร
รวมถึงการนำแผนไปสู่การปฏิบัติด้วย
จากการศึกษาวิจัยของธนาคารโลกนั้นได้พบว่า พื้นที่ชายฝั่งทะเลใดก็ตามที่มีการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม
อย่างเป็นระบบ การรักษาและคุ้มครองป่าชายเลนและแนวปะการังในพื้นที่นั้น ๆ ก็มักจะได้เป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพเช่นกัน ปัจจุบันนี้ ชุมชนในท้องถิ่นเองก็ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการบริหารจัดการ
ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของตัวเอง ส่งผลให้จำนวนขององค์กรชุมชน ตลอดจนโครงการที่เน้นการ
บริหารร่วมกันก็มีมากขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้แล้ว ข้อเสนอแนะที่ธนาคารโลกได้รับในระหว่างการประชุม
เพื่อรับทราบแนวคิดของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับปัญหานี้ตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศนั้น ทำให้เราตระหนัก
ถึงความจำเป็น ความสำคัญ รวมทั้งคุณประโยชน์ของการให้โอกาสแก่คนใน
ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจและการดำเนินโครงการในพื้นที่ของตนเอง
เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทยเป็นไปอย่างยั่งยืน เราขอนำเสนอ
แนวทางแก้ไขปัญหา 5 แนวทาง ได้แก่
ประเด็นที่ 1: การลดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และผลกระทบที่เกิดจากภัยธรรมชาติ… การแก้ไขปัญหาในเชิงวิศวกรรมจำเป็นต้องใช้ร่วมกับมาตรการอื่น ๆ เช่น การฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลน การลดการสูบน้ำใต้
ดินขึ้นมาใช้ประโยชน์ การกำหนดระยะและเขตพื้นที่สำหรับการพัฒนา เป็นต้น ทั้งนี้วิธีการที่กล่าวในข้างต้น
จะต้องผนวกเอาแผนเชิงกลยุทธ์ระดับภาค ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ และควรมี
องค์ประกอบเรื่องการเฉลี่ยค่าใช้จ่าย รวมถึงการนำแผนไปสู่การปฏิบัติเอาไว้ด้วย ทั้งนี้กรมทรัพยากรทางทะเล
และชายฝั่ง (ทช.) และกรมทรัพยากรธรณี (ทธ.) ควรเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาแผนเชิงกลยุทธ์ดังกล่าวและควรเตรียมความพร้อมในเรื่องของงบประมาณให้เพียงพอสำหรับการนำแผนไปสู่การปฏิบัติด้วย
นอกจากนี้ ยังมีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของ
กระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในด้านการควบคุมปัญหาด้านการกัดเซาะ และต้องนำเอาประเด็น
ที่ว่าสาเหตุหลักของการกัดเซาะนั้นเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เข้ามาประกอบการพิจารณา
ด้วย นอกจากนี้ควรมีการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทางเทคนิคที่เกี่ยวกับการกัดเซาะ รวมทั้ง
เผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วย ประการสุดท้าย คือ จำเป็นต้องพัฒนาระบบเตือนภัยธรรมชาติในพื้นที่อ่าวไทย
ควบคู่ไปกับมีการกำหนดกลยุทธ์ในการป้องกันและบรรเทา
ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก
ประเด็นที่ 2: การสนับสนุนให้อุตสาหกรรมการประมงเป็นไปในแบบยั่งยืน… ในการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมงเพื่อให้เพียงพอต่อภาคการประมงนั้น จำเป็นต้องนำรูปแบบการบริหารจัดการ
ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพมาใช้ เช่น การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และการจัดสรรสิทธิในการทำประมง
(เช่น สิทธิการทำประมงในพื้นที่ประมงที่กำหนด)
เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการออกระเบียบข้อบังคับด้านการประมง
และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการที่ดีขึ้น สำหรับมาตรการด้านอื่น ๆ ได้แก่
บทสรุป : วิกฤติทะเลสีคราม
5
การฟื้นฟูแหล่งสำรองและแหล่งที่อยู่ของสัตว์น้ำ โดยการเพิ่มพื้นที่ที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ
การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทระหว่างชาวประมงรายย่อยและผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์ ประการสุดท้าย ได้แก่
การทบทวนและปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติการประมงให้มีความทันสมัย และสอดคล้อง
กับการเปลี่ยนแปลงของนโยบายที่สำคัญต่าง ๆ
ประเด็นที่ 3: การเสริมสร้างประสิทธิภาพและความเข้มแข็งของการตรวจสอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามชายฝั่งทะเล … การขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการผลิต รวมทั้งกิจการของท่าเรือต่าง ๆ ล้วนเป็นกิจกรรมที่เป็นภัยคุกคามต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทยทั้งสิ้น
มาตรการที่ควรดำเนินการเป็นลำดับแรก ได้แก่ การเพิ่มการตรวจสอบและควบคุมการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ตามพื้นที่ชายฝั่ง เช่น การตรวจสอบภาระรองรับมลพิษ การควบคุมจำนวนฟาร์มเลี้ยงกุ้ง โดยให้บุคคลที่สาม
เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบ การเพิ่มศักยภาพของราชการส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานอื่นที่รับผิดชอบในการ
นำไปปฏิบัติ และการติดตามตรวจสอบกระบวนการวิเคราะห์ผลกระทบ
สิ่งแวดล้อมและพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม การนำผลที่ได้จากการติดตามสถาณการณ์สิ่งแวดล้อมของ
องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ร่วมไปกับการผสานการจัดการทรัพยากรและการท่องเที่ยว การติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำและระบบนิเวศในพื้นที่เป้าหมาย
และการเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการแหล่งน้ำจืด
ประเด็นที่ 4: การเพิ่มศักยภาพของท้องถิ่นและการมีส่วนร่วมของประชาชน…
'2Eบการมีส่วนร่วมของชุมชนมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งประสบผลสำเร็จ การออก
ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการกำหนดกรอบให้ชุมชนมีสิทธิในการบริหารจัดการทรัพยากรของตนเอง
และเข้าถึงแหล่งข้อมูล และเงินทุน นอกจากนี้ การส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังของภาคประชาชน
สามารถทำได้โดยการเพิ่มศักยภาพของชุมชนท้องถิ่น โดยการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อม
การติดตามตรวจสอบและเพิ่มบทบาทของหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการชายฝั่ง
การให้ความสำคัญ และเคารพต่อระเบียบข้อบังคับและธรรมเนียมที่ยึดถือปฏิบัติมาแต่ดั้งเดิมของชุมชน
และการหาแหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมที่ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็ง
ประเด็นที่ 5: การเสริมสร้างเครือข่ายองค์กรให้เข้มแข็งและปรับปรุงข้อกฎหมายให้เอื้อต่อการบริหารจัดการแบบบูรณาการ... เพื่อให้บรรลุซึ่งความท้าทายที่กล่าวถึงในข้างต้น จำเป็นต้องดำเนินการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กร การทบทวนและปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ
นโยบายระดับภาคและระดับประเทศ กฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ รูปแบบการบริหารจัดการ และผลประโยชน์
ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องสอดประสานกัน ซึ่งทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้พยายามทำให้สิ่ง
เหล่านี้บรรลุผลสำเร็จ โดยการออกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
นอกจากนี้ต้องมีการถ่ายโอนอำนาจในการบริหารจัดการไปยังหน่วยราชการส่วนท้องถิ่น
ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญในพื้นที่ โดยหน่วยราชการส่วนกลาง
เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกองเรือป้องกันฝั่ง
เป็นผู้สนับสนุนด้านนโยบาย กฎหมาย และระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ประการสุดท้าย
บทสรุป : วิกฤติทะเลสีคราม
6
ควรต้องมีการปรับปรุงกระบวนการติดตามตรวจสอบและประเมินผล
รวมถึงการรวบรวมและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้ควบคู่กันไปด้วย
สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไป… อันที่จริงแล้วภาครัฐของไทยก็ได้มีการออกแผนงานต่าง ๆ มีหน่วยงานซึ่งมีศักยภาพ รวมทั้งงบประมาณสำหรับนำมาใช้สนับสนุนการแก้ปัญหาที่กล่าวมาแล้วนั้น อย่างไรก็ดี
การที่จะคุ้มครองและส่งเสริมให้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศมีความอุดมสมบูรณ์นั้น จำเป็นต้อง
อาศัยแรงสนับสนุนจากฝ่ายบริหารเพื่อให้เกิดการปฏิรูปเชิงนโยบาย ในขณะเดียวกันหน่วยงานในพื้นที่ และ
ชุมชนท้องถิ่นก็มีบทบาทสำคัญในการแปลงนโยบายเหล่านั้นไปสู่การปฏิบัติ
โดยเฉพาะการดำเนินงานของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญ
ในการออกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
โดยกำหนดให้หน่วยราชการส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติ
และสนับสนุนการทำงานของหน่วยราชการส่วนกลาง ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวนอกจาก
จะเป็นการเตรียมความพร้อมในแง่ของกฎหมายแล้ว ยังเป็นการกำหนดบทบาทของผู้นำในการที่จะผสมผสาน
และเสริมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูป
ธรรม นอกจากนี้กุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จดังกล่าว ยังรวมถึงการติดตามประเมินผล และการ
รายงานผลการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกและความตระหนักให้เกิดขึ้นกับประชาชนทั่วไปด้วย
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ยุทธการกู้แผ่นดิน
...กรุงเทพธุรกิจ
ปรากฏการณ์โลกร้อนนอกจากจะสร้างความปั่นป่วนให้กับสภาพอากาศแล้ว ยังเป็นปัจจัยสำคัญก่อปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และนับวันยิ่งรุนแรง กำลังเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่หลายหน่วยงานกำลังพยายามหาทางแก้ไขปัญหาชุมชนชายทะเล ซึ่งบ้านเรือนกำลังจะถูกน้ำทะเลยึด ขณะที่อีกหลายคนพยายามลุกขึ้นสู้เพื่อรักษาแผ่นดินไว้ จุดประกาย พาไปดูความพยายามของชุมชนหนึ่ง
ศาลาชายทะเลกลางหมู่บ้านสีล้งมักเป็นมุมโปรดของใครหลายคนในชุมชนที่แวะเวียนมาพักหย่อนอารมณ์ และได้พบปะแลกเปลี่ยนกันอยู่เสมอ สะอิ้ง จ้อยมาก หรือ 'ลุงสะอิ้ง' ของหลานๆ เป็นอีกคนที่เป็นขาประจำ มานั่งพักผ่อนจากงานในระหว่างวัน แม้เรือนจะห่างศาลาไปไม่กี่คืบ แต่แกก็เลือกที่จะหย่อนตัวเองลงที่นี่ ก่อนทิ้งสายตาไปที่รั้วไม้สลับต้นแสมโดยมีเขื่อนหินเป็นกำแพงกั้นระหว่างผืนดินกับทะเลที่ไม่น่าเชื่อว่า ครั้งหนึ่งหลังโขดหินกองใหญ่นี้เคยเป็นชายคาของใครบางคนที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก...
ผืนดินที่หายไป
"โน่นๆ เห็นธงส้มๆ ลิบๆ นั่นไหมล่ะ เมื่อก่อนตรงนั้นยังเป็นแผ่นดินอยู่เลย"
"มันเริ่มรุกเข้ามาตั้งแต่ 40 ปีก่อนโน่นแล้ว"
"ตรงนั้นน่ะเป็นบ้านติดๆ กันไม่ต่ำกว่า 30 หลังเลยนะ"
"..............................."
ลำดับภาพเหตุการณ์ที่หลายความทรงจำย้ำถึงธงไม้อันเล็กๆ ห่างชายฝั่งไปราว 1 กิโลเมตร หลักฐานยืนยันว่า ครั้งหนึ่งตรงนั้นเป็นที่ตั้งของหมู่ 12 บ้านสีล้ง ตำบลคลองด่าน ที่มีมากว่า 100 ปีแล้ว
"น้ำมันเซาะเข้ามาปีละเส้นกว่า (ประมาณ 40 เมตร) คลื่นกระแทกฝั่ง มันมีการกระแทก มีการดึง กระชาก ช่วงมรสุมก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น" ไกรสร ยศขำ ผู้ใหญ่หมู่ 12 บ้านสีล้ง เล่าถึงความรุนแรงของการรุกล้ำจากธรรมชาติที่สร้างความพรั่นพรึงให้กับชาวบ้านหลายๆ คนที่อยู่ติดทะเล เพราะไม่รู้ว่าวันไหนบ้านใครจะจมหายไปในมหาสมุทร
ผู้ใหญ่ไกรสรบอกว่า ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งของที่นี่เริ่มเมื่อ 40 ปีก่อน เดิมทีในบริเวณทะเลห่างออกไป 1 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของชุมชนขนาดย่อมมีสมาชิกอยู่ราว 70 หลังคาเรือน โดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพผูกติดกับทะเลเป็นหลัก หาปลา ตัดฟืน เลี้ยงกุ้ง ตามปกติจนกระทั่งหลายคนเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
"เมื่อก่อนใครมีที่ริมทะเลนี่จะยิ้มเลยนะ เพราะทะเลมันงอกทุกปี แต่ช่วง 30 ปีที่ผ่านมา บ้านหลังแรกที่อยู่ติดทะเลก็พบว่าน้ำมันอยู่ใกล้บ้านเข้ามาทุกที นานเข้าน้ำก็ยิ่งคืบเข้ามา เขาอยู่ไม่ได้ก็ย้ายหนี พอหลังแรกย้ายหนีที่เหลือก็พากันทยอยย้ายตามปีละหลังสองหลังไล่ลงมาเรื่อยๆ" เขาเท้าความหลัง
ส่วนความทรงจำสะอิ้ง เขาบรรยายถึงน่านน้ำตรงหน้าว่า เคยวิ่งเล่นมาตั้งแต่เท้าเท่าฝาหอย มีบ้านอยู่ไม่ต่ำกว่า 50 หลังเป็นบริเวณกลางหมู่บ้าน โดยมีป่าแสมโอบล้อมอยู่ด้านหลังอีกที
"เลยบ้านผมไปหนึ่งกิโลฯ ก็ยังอยู่บนดินนะ เช้าๆ พระกับนักเรียนจะใช้ถนนตัดผ่านหมู่บ้านสายนี้ เขาจะร้องว่าพระมาแล้ว ต้องตะโกนบอกกันนะ (หัวเราะ) เพราะมันเป็นป่าไม้ทึบไปหมดเลย ทีนี้ประมาณ พ.ศ.2507 น้ำก็เริ่มเซาะมา ช่วง พ.ศ.2525-2526 จะหนักมาก รื้อร่นเข้ามาเรื่อยๆ ย้ายหนีกัน น้ำเยอะ คลื่นสูง มันเซาะข้างล่างก่อน ข้างบนค่อยพังตาม"
รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หัวหน้าหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามเรื่องการกัดเซาะมากว่า 10 ปี เปิดเผยถึงภาพรวมของปัญหาการกัดเซาะทุกวันนี้ว่า ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน มีชายฝั่งทะเลประมาณ 2,600 กิโลเมตร ในตัวฝั่งอ่าวไทยทั้งสองฝั่ง พบปัญหาการกัดเซาะระดับปานกลางถึงรุนแรง คือ 5 เมตรขึ้นไป ถึงมากกว่า 20 เมตร ตกตัวเลขประมาณ 600 กิโลเมตร
"คิดเป็น 21%ของพื้นที่ชายฝั่ง เราเจอปัญหาตรงนี้ ทั้งอ่าวไทยและอันดามันมีจุดที่ต้องเฝ้าระวัง (Hotspot) 30 จุด อ่าวไทย 22 จุด อันดามัน 8 จุด ที่หนักที่สุดก็คือ อ่าวไทยตอนบน 5 จังหวัดได้แก่ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และกรุงเทพมหานคร เราพบว่ามีอัตราการกัดเซาะมากกว่า 25 เมตรต่อปี โดยปัญหาการกัดเซาะเริ่มเจอเมื่อ 30 ปีที่แล้ว วันนี้พื้นดินเราหายไปประมาณ 110,000 ไร่ โดยที่หนักที่สุดก็คืออ่าวไทยตอนบนซึ่งมีระยะทางตั้งแต่ปากแม่น้ำบางปะกง 120 กิโลเมตร เราเจอปัญหาการกัดเซาะหนักๆ ประมาณ 82 กิโลเมตร เฉลี่ย 68% บางที่หายไป 1 กิโลเมตร อย่าง ขุนสมุทรจีนและคลองด่าน หรือบางขุนเทียน อ่าวไทยตอนบน 30 ปีที่ผ่านมาพื้นดินหายไป 18,000 ไร่ แล้วถ้าใช้แบบจำลองจากการคำนวณจะพบว่าในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า เฉพาะสมุทรปราการอย่างเดียวจะสูญเสียพื้นที่ราว 37,000 ไร่ ถ้านับอ่าวไทยทั้งหมดจะเสียไปประมาณ 47,000 ไร่ ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย"
...ไม่ทนก็ถอย
ใครบางคนเปรียบเปรยว่า หลากหลายอุปสรรคที่เดินผ่านมาในชีวิตเสมือนบททดสอบจากพระผู้เป็นเจ้า ที่ต้องยอมรับและรู้จักฟันฝ่า แต่คงไม่ใช่สำหรับชาวบ้านสีล้งที่นับวันต้องเฝ้ามองทะเลด้วยใจประหวั่นรอวันที่ท้องทะเลจะ 'เอาคืน'
"ไม่เล่าไปล่ะผู้ใหญ่ เรื่องมีคนมาร้องเรียนเรื่องตุ่มแตกน่ะ" สะอิ้งเย้าผู้ใหญ่ไกรสรอย่างอารมณ์ดีถึงบรรยากาศก่อนเก่าที่ตัวเขานึกทีไรแล้วอดขำไม่ได้ทุกที
ผู้ใหญ่ไกรสรจึงเล่าว่า "สมัยก่อนคนที่อยู่แถวนี้ต้องมีตุ่มน้ำไว้ใช้ พอคลื่นมา แผ่นดินทรุด แล้วตุ่มจะแตกด้วยคลื่น ชาวบ้านมาร้องทุกข์กันระงมเลย สมัยไหนไฟฟ้ายังไม่เข้า น้ำบาดาลไม่มี ทุลักทุเลกันน่าดู"
เสียงตุ่มแตกเป็นสัญาญาณเตือนว่าในไม่ช้าน้ำจะมาถึง เจ้าของบ้านถ้าไม่ย้ายก็จมทะเล
"ที่หนีก็เยอะ ที่สู้ก็แยะ แต่สุดท้ายสู้ไม่ไหวก็ต้องย้าย" สะอิ้งช่วยเสริม ก่อนหน้านั้นก็มีหลายบ้านที่ลุกขึ้นต่อสู้ โดยส่วนใหญ่จะนำไม้โกงกางและไม้ไผ่มาปักเป็นแนวกันคลื่น อีกทางหนึ่งก็คอยมองหาที่ทางเอาไว้เป็นแผนสอง ถอยร่นมาเรื่อยๆ ก่อนจะมาถึงเขาเป็นบ้านหลังสุดท้าย
"น้ำจะมาช่วงหัวค่ำ โดยเฉพาะหน้ามรสุมคลื่นสูงเกือบเท่าหลังคาเลย ทำไปก็ซ่อมกันไป เวลาคลื่นมาสูงๆ ก็ซัดแนวไม้สั่นโครมๆ เราก็ใจเสียเลย ก็ได้แต่ภาวนาแล้วตอนนั้น ก็ขนไม้ไผ่จากที่เขาเหลือมาบ้าง ที่เขาแซะหอยทิ้งแล้วไม่ใช้แล้วมาบ้าง ขนมาเป็นวันๆ ทำไปเรื่อยๆ เป็นงานส่วนตัวของเรา เราก็ทำงบส่วนตัว ก็พอช่วยประทังได้ แต่ไม่ยั่งยืนหรอก เพราะมันเคยพังต่อหน้าต่อตามาแล้ว"
เขายอมรับว่าส่วนหนึ่งเพราะไม่อยากย้ายจากบ้านเกิดตัวเอง ก่อนนั้นมีบ้านบังอยู่หลายหลัง อีกทั้งต้นไม้ยังเยอะให้พออุ่นใจ แต่ก็คิดอยู่ตลอดว่าสักวันหนึ่งถ้าเป็นแบบนี้ก็ต้องย้ายตามเหมือนกัน
"เมื่อก่อนมันไม่เป็นแบบนี้หรอก ตั้งแต่มีท่าเรือแหลมฉบังนั่นแหละ น้ำก็เริ่มเซาะเข้ามา" นิพัฒน์ ศรีงาม ลูกบ้านหมู่ 12 อีกคนออกความเห็น ชาวบ้านหลายคนมองว่าการวางสิ่งก่อสร้างลงไปในทะเลเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง เหมือนการถางป่าเพื่อทำนากุ้งของชาวบ้านก็ยิ่งเป็นตัวที่ทำให้น้ำทะเลรุกคืบเข้ามาอย่างรวดเร็ว
"มันไม่เกี่ยว" รศ.ดร.ธนวัฒน์ปฏิเสธ เขามองว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดการกัดเซาะที่หนักที่สุดคือ ตะกอนจากต้นน้ำที่ไหลลงสู่ชายฝั่ง ซึ่งหลังจากมีการสร้างเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ตะกอนมีปริมาณลดลงถึง 70%
"ปัจจัยต่อมา เมื่อก่อนเป็นป่าชายเลนแล้วพัฒนาเป็นบ่อกุ้ง เมื่อปี 2524 ปัจจัยอีกอย่างก็คือ แผ่นดินทรุด ซึ่งอัตราแผ่นดินทรุดแถวคลองด่านอยู่ที่ 3-5 เซนติเมตร มันมากกว่าการขึ้นของระดับน้ำทะเลมหาศาล ระดับน้ำทะเลช่วงที่ขึ้นมากที่สุดเมื่อ 8,000 ปีก่อน อยู่ที่ 20-26 มิลลิเมตร แต่ตอนนี้การทรุดอย่างเดียว 3-5 เซนติเมตร มันเท่าตัว มันจึงไม่แปลกที่จะทำให้เกิดการกัดเซาะที่คลองด่านมาก แล้วในอนาคตที่นี่จะมีการกัดเซาะมากที่สุดในประเทศ ตรงจุดคลองด่านเลย จะหายไป 1.3 กิโลเมตร เพราะแผ่นดินทรุด ตรงนั้นจะใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมแถบบางปู บางพลี บางบ่อที่ดูดน้ำบาดาลขึ้นมา"
เขาแสดงความเห็นต่อไปว่า ทุกปีน้ำทะเลสูงขึ้นเป็นปกติอยู่แล้ว อัตราการขึ้นของระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยจะอยู่ราว 30-60 เซนติเมตร ภายใน 100 ปี น้ำจะขึ้น 1 เซนติเมตรต่อปีซึ่งสูงมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโลกร้อน โดยมีการคาดการณ์ว่า ในอีก 100 ปีข้างหน้าอุณหภูมิของโลกเฉลี่ยจะสูงขึ้น 2-4 องศาฯ น้ำทะเลทั่วโลกจะสูงขึ้น 50 เซนติเมตรด้วย
"อย่าไปโทษแก๊สโซฮอล์ โลกร้อนก็คือแก๊สโซฮอล์ มีอะไรก็โทษโลกร้อน" มุมมองอีกฝั่งจาก สุรพล กฤษณามระ ผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินชายฝั่ง สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ยืนยันว่าโลกร้อนไม่ใช่เหตุผลหลักมากไปกว่าระบบนิเวศเก่าป่าชายเลนหายไป ตะกอนที่เคยไหลลงมาชดเชยการกัดเซาะลดลงจากการสร้างเขื่อน และคลื่นลมที่รุนแรงขึ้น
"นับจากปี 2538 คลื่นลมรุนแรงขึ้น เปลี่ยนทาง สูงขึ้น เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงจากน้ำเป็นปัจจัยหลัก มาเป็นคลื่นเป็นปัจจัยหลักแทน อ่าวไทยน้ำขึ้น 2 หนต่อปี สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการซ้ำเติม แผ่นดินทรุดยังไม่เกี่ยวเท่าไร ยังไม่พูดถึงเพราะมันเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง"
ดร.ธนวัฒน์ ให้เหตุผลว่า "ถ้าน้ำทะเลไม่ขึ้นผมถามว่าทำไมกัดเซาะขนาดนี้ ไม่ใช่เฉพาะอ่าวไทยตอนบนนะ ทั้งประเทศนับวันก็จะเยอะขึ้น" เขาคิดว่าโลกร้อนน่าจะเกี่ยวเพราะมีการวิเคราะห์จากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ หน้าหนาว กับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ หน้าฝน พบว่าลมทั้งสองตัวในช่วง 10 ปีหลังกำลังแรงขึ้น ทิศทางก็เปลี่ยน
"ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงปลายกุมภาพันธ์ เมื่อ 20 ปีก่อน เฉลี่ย 8 นอต แต่ปัจจุบันขึ้น 13 นอต ทำให้ปลายปีที่แล้วคลื่นสูง 2-4 เมตร จากเดิม 80 เซนติเมตร-1 เมตร ซึ่งทำให้เกิดการกัดเซาะรุนแรงขึ้น ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อก่อนเฉลี่ยอยู่ประมาณ 2-3 เมตรในอันดามัน ปัจจุบัน 3-5 เมตร อย่างหาดไม้ขาวที่เราได้ข่าวเมื่อ 2 เดือนก่อน 6 เมตร ในขณะที่อินโดนีเซีย 8-10 เมตร ไม่ใช่สึนามินะ ทั้งหมดนี้เราจะเห็นว่าภาวะโลกร้อนทำให้ทิศทางของมรสุมมีกำลังแรงขึ้น"
การศึกษาการกัดเซาะที่ปากพนังของหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่พบว่า แนวโน้มตอนนี้กระแสน้ำในอ่าวไทยกำลังมีการไหลกลับทิศ ฝั่งอ่าวไทยจากที่เคยมีทิศทางจากมาเลเซียขึ้นมาตามเข็มนาฬิกา ช่วง 4-5 ปีหลังมานี้ กระแสน้ำกำลังไหลทวนเข็มนาฬิกา คล้ายกับเมื่อ 6,000 ปีก่อน ที่น้ำท่วมขึ้นไปถึงอยุธยา
"ความจริงก็คือ ตอนนี้เราก็ยังอยู่ในภาวะโลกร้อนปัจจุบันอยู่ซึ่งกำลังจะลง แต่เรามีการเพิ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทำให้แทนที่จะลงมันขึ้นพรวดจนในอนาคตเรากำลังจะเจอภาวะโลกร้อนสุดขั้ว และจะสูงกว่าขั้นใดๆ จะส่งผลกระทบจากเดิมที่เคยศึกษาไว้ 200-300 ปี เป็น 500-600 ปี" ดร.ธนวัฒน์ พูดถึงผลการศึกษาดังกล่าว
จุดหมายคือสลายพลังและยั่งยืน
ช่วงแดดร่มลมตกบรรยากาศริมทะเลมักเป็นที่ชุมนุมผู้คนหลังเลิกงาน ดื่มกิน ร้องเล่นเต้นรำตามจังหวะและโอกาสของใครจะอำนวย ยิ่งวันหยุดสุดสัปดาห์นักท่องเที่ยวแปลกหน้าก็แวะเวียนมาเยอะขึ้น ด้วยทัศนียภาพรอบด้าน ข้างก็ป่า หน้าก็ทะเล ที่มีเรือหาปลาและนกนางนวลเป็นรีวิวประกอบก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้ผู้ใหญ่ไกรสรวางแผนพัฒนาบริเวณเขื่อนหินทิ้งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไปในอนาคต แต่ต้องสร้างให้เสร็จเสียก่อน
"กะจะสร้างให้สุดหมู่บ้านก่อนแล้วค่อยสร้างสะพานชมนกต่อออกไปจากบริเวณศาลานี้" เขาพูดถึงอนาคต
กว่าจะมาถึงวันนี้ชาวบ้านต้องลองผิดลองถูกมาพอสมควรก่อนจะมาตกลงปลงใจกับเขื่อนหินทิ้ง
"มันไม่ใช่แบบนี้" สะอิ้งชี้ให้ดูคลื่นลมในวันที่อากาศดี ในสายตานักท่องเที่ยวอีกคืบก็ทะเลเป็นบรรยากาศบ้านในฝันของใครต่อใคร
"เวลาน้ำเกิด คลื่นก็สูง ลมก็แรง น้ำจะขาวรอบบ้านไปหมดเลย สูงเมตรกว่าๆ น้ำก็ท่วมสะพาน ท่วมถนน"
ทางออกแรกๆ ที่ชาวบ้านได้รับจากภาครัฐในการแก้ปัญหาคือเขื่อนทรายที่กรมเจ้าท่าสร้างมากันน้ำ แต่ให้หลังไม่นานเขื่อนทรายก็จมน้ำหายไป สุรพล ยอมรับว่าเขื่อนทรายเป็นการคำนวณที่ผิดพลาด "ทางกรมเจ้าท่าเดิมก็มีการปรึกษาหารือแล้วเหมือนกัน แต่ลักษณะสำคัญของอ่าวไทยตอนใน ข้างล่างจะเป็นดินเหนียวแผ่เป็นผืนกว้าง 110-120 กิโลเมตร ลึก 15-20 เมตร พื้นดินของอ่าวไทยมีความอ่อนมากๆ ไม่สามารถทำให้เอาอะไรหนักๆ ลงไปได้ ทางออกนี้จึงไม่ได้ผลเท่าที่ควร"
ความล้มเหลวดังกล่าวทำให้ สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ร่วมหาทางแก้ไขจากหลายหนทางจากผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาซึ่งแต่ละคนต่างก็มีวิธีการและทัศนคติของตนเอง อีกทั้งยังมีความติดขัดบางอย่างในระบบการทำงาน จึงยังไม่มีการร่วมมือกันทำงานอย่างจริงจังมากนัก แต่ถึงอย่างนั้นทางสำนักฯ เองก็ได้สร้างรูปแบบแนวป้องกันสลายพลังคลื่นโดยใช้ไม้ไผ่
"มาจากวิทยานิพนธ์ของนิสิตปริญญาโทท่านหนึ่ง ซึ่งได้ผล ทำให้ดินเลนหนาขึ้นมา 30 เซนติเมตร แต่มันเป็นสเกลเล็ก ที่ทดลองปีนี้เป็นปีแรก เราพยายามแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่เป็นดินเลน เราจะต้องสกัดคลื่นซึ่งเป็นปัจจัยเบื้องต้นแล้วทุกอย่างจะเยียวยาของมันเอง จึงต้องสลายพลังคลื่นในฤดูมรสุมให้ทลายชายฝั่งน้อยที่สุด" เขาเล่า
แต่สายตาของชาวบ้านสีล้งมองกลับกัน พวกเขาต่างยืนยันว่าแนวกันคลื่นอย่างไม้ไผ่มีอายุไม่ถึงปีเสียด้วยซ้ำ ท้ายที่สุดจึงต้องหันมาใช้วิธีการสร้างเขื่อนหินทิ้งที่ได้งบประมาณมาจากองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)
"คิดว่าอยู่ได้สบาย แต่มันเหมือนถนนนั่นแหละ 3-4 ปีก็ต้องคอยบูรณะซ่อมแซม" ผู้ใหญ่ไกรสร ออกความเห็น
ในขณะที่ ดร.ธนวัฒน์ เปิดเผยว่า สิ่งที่ชาวบ้านพยายามจะทำก็เป็นวิถีทางของเขา แต่เทคนิคที่ป้องกันการกัดเซาะในโลก ก็ยังไม่มีที่ไหนประสบความสำเร็จ ซึ่งตอนนี้เขากำลังทดลองการใช้เขื่อนสลายพลังคลื่นซึ่งเห็นผลมาแล้วที่ขุนสมุทรจีน
"มันต้องเข้าใจคนที่จะแก้ไขปัญหาได้ต้องลงลึกจนเข้าใจธรรมชาติก่อนแล้วค่อยมาดูที่ตัวดีไซน์ เขื่อนของเราที่ขุนสมุทรจีนนอกจากป้องกันการกัดเซาะได้ มันยังทำให้แผ่นดินงอก เป้าหมายคือลดแรงคลื่น รูปแบบของเขื่อนสลายกำลังคลื่นที่เกิดขึ้น พัฒนากลายเป็นเขื่อนเขียวที่จะช่วยป้องกันระดับน้ำทะเลขึ้นในอนาคต เป็นองค์ความรู้ของนักวิชาการไทย ป้องกันการกัดเซาะ ป้องกันการขึ้นของระดับน้ำทะเล ให้ชาวบ้านเรียนรู้เรื่องปลูกป่า ต่อไปนี้ชาวบ้านจะเป็นคนเริ่ม และเขาจะเป็นคนดูแล ตอนนี้กำลังเก็บข้อมูลกันอยู่" เขาเปิดเผยถึงแผนงานในอนาคต
ดร.ธนวัฒน์ ยังบอกอีกว่า การแก้ปัญหาชายฝั่งในอดีตไม่ได้เป็นไปแบบองค์รวม แต่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าซึ่งทำให้เกิดปัญหาในระยะยาวตามมา เหมือนกับปลายท

